NEWS

เจาะลึกกฎหมาย / กรณีปัญหาการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัยจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (Coronavirus หรือ Covid-19 )

บทนำ

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า “โควิด-19” (ในที่นี้จะเรียกว่า “เชื้อโควิด-19”) ส่งผลต่อการประกอบธุรกิจของภาคเอกชนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น การที่โรงงานหรือบริษัทจำต้องหยุดประกอบกิจการชั่วคราวตามประกาศคำสั่งห้ามของรัฐบาล การขาดแคลนแรงงานบุคคลหรือวัตถุดิบเพื่อการผลิตอันเนื่องมาจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 หรือ การไม่สามารถส่งออกสินค้าอันเนื่องมาจากการปิดพรมแดนของประเทศคู่ค้าปลายทาง ซึ่งเหตุปัจจัยดังกล่าวมานี้ ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินการปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญาทางการค้าแก่คู่สัญญาของตนได้ และก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างแก่ภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดประเด็นปัญหาว่า การที่ผู้ประกอบการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญานั้นอันเนื่องมาจากกรณีดังกล่าวข้างต้น จะถือเป็นการผิดสัญญาต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง และจะก่อให้เกิดความรับผิดในทางแพ่ง เช่น การชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของผู้ประกอบการหรือไม่

 

เมื่อพิจารณาจากกรณีดังกล่าวมาแล้วพบว่า การที่ผู้ประกอบการนั้นไม่สามารถปฏิบัติตามหน้าที่ตามสัญญาได้ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ประกอบการเองทั้งสิ้น กล่าวคือ ผู้ประกอบการไม่สามารถที่จะควบคุม หรือกำหนด หรือป้องกัน ไม่ให้เหตุการณ์ที่มีผลสืบเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้เลย ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยของผู้ประกอบการในการที่ไม่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาแก่คู่สัญญาของตนได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยได้มีการบัญญัติหลักการเกี่ยวกับเหตุสุดวิสัยไว้ในมาตรา 8 มีใจความว่า “คำว่า “เหตุสุดวิสัย” หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดีจะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น” กล่าวคือ เหตุการณ์ใด ๆ ก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นมา หากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นอยู่เหนือความคาดหมาย หรือ ความคาดคิดของบุคคลโดยทั่วไปแล้ว และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นแม้บุคคลโดยทั่วไปจะได้ใช้ความระมัดระวังหรือการป้องกันตามสมควรแล้วก็ตาม เหตุการณ์นั้นก็ยังจะเกิดขึ้นและมีอยู่โดยไม่สามารหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เช่นว่านั้นไปได้เลย ไม่ว่าจะใช้วิธีใดๆ ก็ตาม โดยตัวอย่างของเหตุสุดวิสัย สามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

  1. เหตุสุดวิสัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การสงคราม หรือการจลาจล คำสั่งห้ามของรัฐบาลที่มีผลต่อคู่สัญญา การนัดหยุดงานของลูกจ้าง การปิดประเทศ เป็นต้น
  2. เหตุสุดวิสัยที่เกิดจากการกระทำของธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม หรือ การทำลายผลผลิตของฝูงแมลงขนาดใหญ่ รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคติดต่อหรือเชื้อไวรัส เป็นต้น

อนึ่ง โดยปกติแล้วในสัญญาที่ทำกันขึ้นกันระหว่างคู่สัญญามักจะมีการกำหนดเรื่องการยกเว้นความรับผิดอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัยไว้ในสัญญาด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ในสัญญาดังกล่าวจะไม่ได้มีเนื้อหา หรือ ข้อความที่กล่าวถึงเหตุสุดวิสัยไว้เลย ผู้ประกอบการในฐานะคู่สัญญาย่อมสามารถยกเหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยดังกล่าวขึ้นอ้างต่อคู่สัญญาของตนได้ โดยอาศัยข้ออ้างตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ ถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

 

ผลของการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาอันเนื่องมาจากกรณีเหตุสุดวิสัย

หากผู้ประกอบการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามข้อผูกพันทางสัญญาแก่คู่สัญญาของตนอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัยแล้ว ย่อมถือว่าผู้ประกอบการเป็นอันปลดเปลื้องจากภาระหน้าที่ตามสัญญา และทำให้ผู้ประกอบการหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาได้ กล่าวคือ ผู้ประกอบการสามารถอ้างต่อคู่สัญญาของตนได้ว่าการที่ตนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาได้นั้น ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ที่ตนจะต้องรับผิดชอบ เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้นไม่สามารถโทษได้ว่าผู้ประกอบการมีส่วนผิด หรือมีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นว่านั้นขึ้นมา ย่อมถือได้ว่าผู้ประกอบการไม่ได้ประพฤติผิดสัญญาต่อคู่สัญญาแต่ประการใด

ผลของการไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาอันเนื่องมาจากกรณีเหตุสุดวิสัย สามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

  1. กรณีเป็นเหตุให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาได้เป็นการชั่วคราว

กรณีนี้เป็นเรื่องที่มีเหตุชั่วคราวเข้ามาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาของผู้ประกอบการเป็นการชั่วคราว ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญานั้นได้ในระหว่างที่เหตุการณ์นั้นยังคงเกิดขึ้นและดำเนินต่อไป แต่ผู้ประกอบการยังมีความสามารถที่จะปฏิบัติตามสัญญาได้ หากภายหลังเหตุสุดวิสัยเช่นว่านั้นสิ้นสุดลง กรณีเช่นนี้ การที่ผู้ประกอบการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาได้ในระหว่างเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการย่อมสามารถอ้างเหตุสุดวิสัยเพื่อยกเว้นความรับผิดจากการผิดสัญญาได้ตลอดระยะเวลาที่เหตุสุดวิสัยนั้นยังคงดำเนินอยู่ กรณีดังกล่าวย่อมไม่ถือว่าผู้ประกอบการผิดนัดชำระหนี้ได้ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 205 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่บัญญัติว่า “ตราบใดการชําระหนี้นั้นยังมิได้กระทําลงเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ตราบนั้นลูกหนี้ยังหาได้ชื่อว่าผิดนัดไม่” แต่หากเหตุสุดวิสัยนั้นสิ้นสุดลงแล้ว ผู้ประกอบการก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ตามสัญญาที่เกิดขึ้นต่อไป ผู้ประกอบไม่ได้หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาอย่างสมบูรณ์ เช่น กรณีที่เกิดอุทกภัย ทำให้เส้นทางการขนส่งทางบกถูกตัดขาดชั่วคราว หรือรัฐบาลมีคำสั่งปิดเส้นทางคมนาคมการขนส่งเป็นการชั่วคราว ทำให้ผู้ประกอบการไม่ขนส่งสินค้าไปยังคู่สัญญาภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาได้ กรณีเช่นนี้ในระหว่างที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ย่อมไม่ถือว่าผู้ประกอบการนั้นกระทำผิดสัญญาต่อคู่สัญญาของตน เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย แต่หากต่อมาปรากฎว่าเส้นทางขนส่งทางบกได้มีการซ่อมแซมอย่างดี หรือ รัฐบาลมีคำสั่งประกาศยกเลิกการปิดเส้นทางคมนาคมการขนส่งแล้ว กรณีเช่นนี้จะถือว่าเหตุสุดวิสัยอันเป็นข้ออ้างที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาของผู้ประกอบการย่อมหมดสิ้นไป ผู้ประกอบการยังคงมีหน้าที่ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวโดยการขนส่งสินค้าไปยังคู่สัญญาต่อไป อย่างไรก็ตาม หากกิจการที่ผู้ประกอบการกระทำนั้นเป็นเรื่องที่ถือกำหนดระยะเวลาเป็นสาระสำคัญ กล่าวคือ หากไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาภายในระยะเวลาที่กำหนด การปฏิบัติตามสัญญาในภายหลังย่อมไม่มีประโยชน์อีกต่อไป กรณีเช่นนี้อาจถือว่าเหตุสุดวิสัยนั้นทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยได้ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป

  1. กรณีเป็นเหตุให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาได้เป็นการถาวร

กรณีนี้เป็นเรื่องการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาได้นั้น เป็นเรื่องที่มีลักษณะถาวร กล่าวคือ เมื่อมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นแล้ว คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญานั้นได้อย่างเด็ดขาดและถาวร มิใช่เป็นเพียงเหตุชั่วคราวเท่านั้น กรณีเช่นนี้ย่อมถือว่าเป็นกรณีการปฏิบัติตามสัญญาเป็นการพ้นวิสัยที่ผู้ประกอบการในฐานะคู่สัญญาไม่ต้องรับผิดชอบจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญานั้น และทำให้คู่สัญญาฝ่ายที่เกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นนั้นหลุดพ้นจากภาระและหน้าที่ทั้งปวงที่เกิดขึ้นตามสัญญาโดยเด็ดขาด กล่าวคือ คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งย่อมไม่สามารถเรียกร้องให้ผู้ประกอบการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาได้ และไม่อาจจะเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาต่อผู้ประกอบการได้เลย เพราะถือว่าเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถโทษว่าเป็นความผิดของผู้ประกอบการได้ ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 219 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่บัญญัติว่า “ถ้าการชําระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบนั้นไซร้ ท่านว่าลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชําระหนี้นั้น ถ้าภายหลังที่ได้ก่อหนี้ขึ้นแล้วนั้น ลูกหนี้กลายเป็นคนไม่สามารถจะชําระหนี้ได้ไซร้ ท่านให้ถือเสมือนว่าเป็นพฤติการณ์ที่ทําให้การชําระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัยฉะนั้น” ซึ่งการเป็นพ้นวิสัยนั้น ย่อมหมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลทำให้การปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญานั้นเป็นไปไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่คู่สัญญาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต่อกัน ต่อมาปรากฎว่าทางราชการได้ออกกฎหมายเวนคืนที่ดินบริเวณดังกล่าว ทำให้ผู้จะขายไม่มีที่ดินที่จะสามารถส่งมอบให้แก่ผู้จะซื้อได้ ดังนี้จะเห็นได้ว่า การที่ผู้จะขายไม่สามารถขายที่ดินให้แก่ผู้จะซื้อนั้น เป็นเพราะคำสั่งของทางราชการที่ออกกฎหมายเวนคืนที่ดินซึ่งถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้ผู้จะขายไม่สามารถส่งมอบที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายได้เลยอันมีลักษณะเป็นการถาวร ย่อมถือว่าผู้จะขายไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และถือว่าการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวนั้นเป็นการพ้นวิสัย ทำให้ผู้จะขายหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งปวงตามสัญญา กรณีเช่นนี้ผู้จะขายไม่มีความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาแก่ผู้จะซื้อเลย

 

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยเกี่ยวกับเหตุสุดวิสัย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4197/2559

จำเลยได้รับสิทธิและประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน แต่จำเลยไม่สามารถนำวัตถุดิบที่นำเข้าและได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด เนื่องจากวัตถุดิบที่นำเข้าถูกไฟไหม้ โดยจำเลยไม่ได้เป็นผู้ก่อหรือมีส่วนร่วมกระทำหรือประมาทเลินเล่อ และยังเป็นเหตุสุดวิสัย เห็นได้ว่าจำเลยไม่ได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้โดยจงใจ และเหตุดังกล่าวเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จำเลยจะบังคับได้  เมื่อวัตถุดิบที่นำเข้าถูกไฟไหม้ทำลายไปแล้วก็ไม่สามารถนำไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกได้และไม่อาจนำวัตถุดิบมาบริโภคภายในประเทศได้เช่นกัน และยังเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ดังนั้น การที่จำเลยไม่สามารถนำวัตถุดิบที่นำเข้าไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ด้วยเหตุไฟไหม้วัตถุดิบ จึงยังไม่เป็นเหตุให้ต้องถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่จำเลยได้รับตามบัตรส่งเสริมฯ ดังกล่าว

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10285/2557

เหตุที่จะถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยนั้นต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของบุคคลผู้นั้น และต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้แม้บุคคลผู้ประสบเหตุนั้นจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว การที่ ธ. ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ซื้อทรัพย์ให้นำเงิน 550,000 บาท ไปชำระต่อกรมบังคับคดีแล้วกลับยักยอกเงินไปเป็นของตนเองโดยทุจริต ผู้ซื้อทรัพย์คงไม่อาจทราบได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ถือได้ว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัย เมื่อเหตุแห่งการไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลาไม่ใช่ความผิดของผู้ซื้อทรัพย์ และเป็นเหตุที่ผู้ซื้อทรัพย์ไม่อาจคาดหมายได้ ผู้ซื้อทรัพย์จึงอ้างเหตุสุดวิสัยดังกล่าวเพื่อขอขยายระยะเวลาการวางเงินส่วนที่เหลือได้

 

ความรับผิดจากกรณีที่ไม่สามารถอ้างเหตุสุดวิสัยได้

กรณีที่ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบหรือมีส่วนผิดที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันทางสัญญาที่มีต่อคู่สัญญาของตนได้ กรณีเช่นนี้ผู้ประกอบการจะอ้างเหตุสุดวิสัยเพื่อปฏิเสธการปฏิบัติหน้าที่ของตนตามสัญญาไม่ได้ กล่าวคือ แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่อคู่สัญญาของตน ผู้ประกอบการก็จะยกเหตุดังกล่าวเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากความรับผิดอันเนื่องมาจากการที่ตนไม่ปฏิบัติตามสัญญาไม่ได้ หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็ย่อมถือว่าเป็นการผิดสัญญา และหากมีความเสียหายเกิดขึ้นจากการที่ตนไม่ปฏิบัติตามสัญญา ผู้ประกอบการก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบและชดใช้ค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการนั้นให้แก่คู่สัญญาของตน เช่น ผู้ประกอบการขอสินเชื่อเงินกู้ต่อสถาบันการเงินเพื่อนำมาใช้ประกอบธุรกิจของตน ปรากฏว่าสถาบันการเงินยกเลิกการสนับสนุนด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการไม่มีเงินลงทุนมาหมุนเวียนในกิจการของตนเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป ทำให้จัดส่งสินค้าให้กับคู่ค้าของตนไม่ได้  กรณีเช่นนี้ผู้ประกอบการจะอ้างการที่ธนาคารปฏิเสธการให้สินเชื่อเงินกู้แก่ตนทำให้ไม่มีเงินทุนมาใช้จ่ายในของกิจการตนเพื่อปฏิเสธหน้าที่ตามสัญญาในการจัดส่งสินค้าตามสัญญาไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องระหว่างผู้ประกอบการและธนาคาร และผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องจัดหาเงินลงทุนให้เพียงพอต่อการประกอบกิจการของตนอยู่แล้ว ดังนั้น หากผู้ประกอบการไม่จัดส่งสินค้าก็ถือว่าเป็นการผิดสัญญาและจะต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการไม่จัดส่งสินค้าให้แก่คู่สัญญาของตน หรือกรณีผู้ประกอบการไม่สามารถจัดส่งสินค้าให้แก่คู่สัญญาของตนได้ เพราะว่าเกิดปัญหาที่ระบบการขนส่งภายในบริษัทที่มีการจัดการอย่างไม่เป็นระเบียบทำให้สินค้าสูญหายหรือหาไม่พบ ทำให้ไม่สามารถจัดส่งสินค้าได้ภายในระยะเวลาที่สัญญากำหนดไว้ กรณีเช่นนี้ผู้ประกอบการจะยกเหตุแห่งความล่าช้าดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาไม่ได้ เพราะการที่สินค้าสูญหายหรือหาไม่พบเป็นเพราะการจัดการระบบการขนส่งภายในที่ไม่เป็นระเบียบของผู้ประกอบการเอง ไม่ใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัย เป็นต้น

 

กรณีมีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ผู้ประกอบการจะอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยได้หรือไม่?

 

หากผู้ประกอบการบางรายซึ่งเป็นลูกหนี้อาจหยิบยกข้ออ้างที่ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ทำให้เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ทำให้รายได้ของการประกอบกิจการลดลงหรือขาดทุน มาเป็นเหตุให้ไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ทางการเงินต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ผู้ประกอบการดังกล่าวไม่สามารถหยิบยกข้ออ้างเช่นว่านั้นได้ เนื่องจากกรณีการเกิดวิกฤติการทางเศรษฐกิจย่อมไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้ประกอบการยังอยู่ในวิสัยที่จะใช้ความระมัดระวังและหาหนทางแก้ไขปัญหาได้อยู่ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่คู่สัญญาอีกฝ่าย ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3506/2546 ที่ได้ตัดสินว่า การเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอาจมีผลกระทบต่อลูกหนี้บางคนทำให้ไม่สามารถชำระหนี้สินที่ตนมีต่อสถาบันการเงินได้เหมือนเช่นปกติแต่จะถือเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 219 วรรคหนึ่ง เสียทีเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป โดยเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้ได้จำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ยืมไว้กับเจ้าหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอต่อศาลให้บังคับชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213,728 การชำระหนี้ของลูกหนี้ จึงอยู่ในวิสัยที่พึงปฏิบัติได้ ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ต่อไปจะอ้างวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศมาปลดเปลื้องเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากการบังคับคดีไม่ได้

 

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า การที่ผู้ประกอบการหลุดพ้นจากความรับผิดต่อคู่สัญญาอีกฝ่าย จะต้องเป็นกรณีที่เกิดเหตุการณ์นอกเหนือการคาดหมายหรือนอกเหนือการควบคุมของผู้ประกอบการ แม้ว่าผู้ประกอบการนั้นจะได้ใช้ความระมัดระวังอย่างดีแล้วก็ตามต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ผู้ประกอบการก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ดังกล่าวได้ เช่นเดียวกันกับกรณีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้รัฐต้องออกคำสั่งห้ามผู้ประกอบการดำเนินกิจกรรมตามที่รัฐกำหนด ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องหยุดกิจการหรือระงับการทำกิจกรรมของตน จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนตามสัญญาต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายได้ กรณีเช่นนี้ย่อมถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้ประกอบการอาจหยิยยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างยกเว้นความรับผิดของตนต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายได้ อย่างไรก็ดี กรณีที่ผู้ประกอบการไม่สามารถอ้างเหตุสุดวิสัยต่อคู่สัญญาของตนเพื่อปฏิเสธความรับผิดทางสัญญาได้ ผู้ประกอบการอาจเจรจาและไกล่เกลี่ยกับคู่สัญญาของตนเพื่อหาทางแก้ไขหรือขอขยายระยะเวลาในการปฏิบัติตามสัญญาได้ ซึ่งหากคู่สัญญายินยอมตกลงตามแนวทางที่ผู้ประกอบการเสนอมา ก็อาจถือได้ว่าผู้ประกอบการไม่ได้กระทำผิดสัญญาอีกต่อไป และผู้ประกอบการไม่มีหน้าที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่คู่สัญญาของตนเองด้วย

 

Surinthorn Pamornchokprasop

Nawapon Yaempiromsri