NEWS

เจาะลึกกฎหมาย / การจัดการแรงงาน / วันหยุด

เนื่องด้วยภาวะการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ1ให้งดวันหยุดสงกรานต์ 13, 14 และ 15 เมษายนของปีพ.ศ. 2563 นี้ โดยไม่ใช่วันหยุดราชการและวันหยุดเอกชนอีกต่อไปและจะประกาศชดเชยวันหยุดให้ภายหลัง ในปีนี้ บางบริษัทอาจกำหนดให้วันสงกรานต์เป็นวันทำงานเพื่อสอดคล้องรับกับมติรัฐบาลดังกล่าว หรือ บางบริษัทก็อาจจะไม่เปลี่ยนวันหยุดสงกรานต์ยึดตามที่นายจ้างได้ประกาศไปแล้ว บทความนี้เราจะมาอธิบายนี้ความหมายของ “วันหยุด” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (“พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ”) กันค่ะ

วันหยุด (Holiday) ตามความหมายของมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ คือ “วันที่กำหนดให้ลูกจ้างหยุดประจำสัปดาห์ หยุดตามประเพณี หรือหยุดพักผ่อนประจำปี” ซึ่งหมายความถึง วันที่นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างหยุดพักผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานติดต่อกัน หรือทำกิจธุระส่วนตัวของลูกจ้าง แต่หากงานลูกจ้างเป็นงานที่ต้องให้บริการในวันหยุด เช่น งานห้างสรรพสินค้า งานร้านอาหาร หรืองานอื่นตามที่ประกาศในกฎกระทรวง นายจ้างก็อาจกำหนดให้เป็นวันทำงานได้ โดยวันหยุดแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปีประจำปี

 

  1. วันหยุดประจำสัปดาห์ (Weekly holiday)

มาตรา 28 ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน โดยวันหยุดประจำสัปดาห์ต้องมีระยะห่างกันไม่เกินหกวันนายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้ากำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์วันใดก็ได้ …

กล่าวคือ เมื่อลูกจ้างทำงานมาหลายวันติดต่อกันในหนึ่งสัปดาห์ หรือทุกๆ 6 วันทำงาน (หรือน้อยกว่า) นายจ้างต้องให้ลูกจ้างได้หยุดพักผ่อนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วันหรือมากกว่านั้นก็ได้ ซึ่งวันหยุดนั้นจะเป็นวันใดก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ แต่โดยส่วนมากบริษัททั่วไปก็จะกำหนดให้เป็นวันเสาร์และวันอาทิตย์ตามวันหยุดของหน่วยงานราชการ

 

  1. วันหยุดตามประเพณี (Public holiday)

มาตรา 29 ให้นายจ้างประกาศกำหนดวันหยุดตามประเพณีให้ลูกจ้างทราบเป็นการล่วงหน้าปีหนึ่งไม่น้อยกว่าสิบสามวันโดยรวมวันแรงงานแห่งชาติตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

ให้นายจ้างพิจารณากำหนดวันหยุดตามประเพณีจากวันหยุดราชการประจำปี วันหยุดทางศาสนาหรือขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งท้องถิ่น

ในกรณีที่วันหยุดตามประเพณีวันใดตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ของลูกจ้าง ให้ลูกจ้างได้หยุดชดเชยวันหยุดตามประเพณีในวันทำงานถัดไป

ในกรณีที่นายจ้างไม่อาจให้ลูกจ้างหยุดตามประเพณีได้ เนื่องจากลูกจ้างทำงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้นายจ้างตกลงกับลูกจ้างว่า จะหยุดในวันอื่นชดเชยวันหยุดตามประเพณีหรือนายจ้างจะจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้ก็ได้”

กล่าวคือ วันหยุดที่นายจ้างต้องประกาศให้ลูกจ้างทราบโดยวิธีการ เช่น การปิดประกาศ เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่นายจ้างจะปิดประกาศแจ้งให้ทราบถึงวันหยุดตามประเพณีเหล่านี้ประกอบไปด้วย วันหยุดราชการ (เช่น วันขึ้นปีใหม่, วันสิ้นปี, วันพ่อแห่งชาติ เป็นต้น), วันหยุดตามขนบธรรมเนียมประเพณี (เช่น วันสงกรานต์ เป็นต้น) และวันหยุดตามศาสนา (เช่น วันมาฆบูชา, วันวิสาขบูชา, วันอาสาฬหบูชา เป็นต้น) ซึ่งนายจ้างจะต้องกำหนดวันหยุดตามประเพณีอย่างน้อย 12 วัน และวันแรงงานอีก 1 วัน รวมทั้งสิ้น 13 วัน ทั้งนี้ วันหยุดตามประเพณีในปี 2563 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับล่าสุดกำหนดให้มีวันหยุดราชการจำนวน 19 วัน2 ดังนั้น  ปีหนึ่ง นายจ้างอาจกำหนดวันหยุดตามประเพณีให้มากกว่า 13 วันก็ย่อมได้ แต่จะน้อยกว่า 13 วันไม่ได้

 

  1. วันหยุดพักผ่อนประจำปี (Annual holiday)

“มาตรา 30 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงานโดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน

ในปีต่อมานายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างมากกว่าหกวันทำงานก็ได้

นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าให้สะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังมิได้หยุดในปีนั้นรวมเข้ากับปีต่อ ๆ ไปได้

สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี นายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณให้ตามส่วนก็ได้ ”
กล่าวคือ วันหยุดที่นายจ้างให้สิทธิแก่ลูกจ้างไว้ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือได้กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งนายจ้างอาจกำหนดวันที่แน่ชัดโดยฝ่ายเดียว หรือทั้งสองฝ่ายอาจตกลงวันหยุดพักผ่อนประจำปีกัน แต่โดยส่วนมากแล้ว บริษัทจะให้ลูกจ้างเป็นผู้กำหนดวันเอง แต่มีกฎระเบียบให้ลูกจ้างต้องแจ้งล่วงหน้าให้บริษัททราบหรือขออนุมัติก่อนการใช้วันหยุดนั้น เพราะวันหยุดดังกล่าวอาจมีภารกิจสำคัญที่ลูกจ้างจะต้องทำ หรือนายจ้างต้องหาคนมาทำงานแทน โดยลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วันต่อหนึ่งปี หากลูกจ้างทำงานมาแล้วครบ 1 ปี เช่น ลูกจ้างเริ่มต้นทำงานในวันที่ 1 มิถุนายน 2563 และจะครบกำหนดหนึ่งปีในวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไปซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของปีที่สอง  ลูกจ้างจึงจะสามารถใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปีของปี 2563 ที่ผ่านมาได้

แม้มาตรา 30 ข้างต้น ไม่ได้กล่าวถึงวิธีการได้รับสิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีภายหลังการทำงานครบหนึ่งปีไว้อย่างชัดเจน ทำให้เกิดข้อสงสัยแก่ฝั่งนายจ้างว่า เมื่อลูกจ้างทำงานครบหนึ่งปี นายจ้างจะกำหนดสิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีอย่างไรและเมื่อไหร่ และสิทธิดังกล่าวจะนำมารวมกับวันหยุดพักผ่อนประจำในปีที่ 2 ของการทำงานหรือไม่ พิจารณาได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3629/2529 และข้อหารือของกองนิติการ กระทรวงแรงงาน เขียนไว้ว่า “ถ้าได้ทำงานมาครบหนึ่งปีเต็มก็จะมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีอย่างน้อยหกวันทำงานและสิทธินี้เป็นสิทธิแต่ละปี เมื่อลูกจ้างทำงานครบปีแรกแล้ว ถ้าได้หยุดพักผ่อนประจำปีก็ถือว่าเป็นการหยุดพักผ่อนประจำปีของปีที่ผ่านมา และในปีต่อไปถือว่าลูกจ้างมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ทันทีโดยไม่ต้องทำงานให้ครบปีอีกกล่าวคือ ลูกจ้างจะมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้เมื่อทำงานในปีแรกครบหนึ่งปีแล้ว ส่วนปีที่สองของการทำงานนั้น นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างหยุด 12 วันซึ่งประกอบไปด้วยวันหยุดพักผ่อนประจำปีแรกและวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่สองของการทำงาน จากคำพิพากษาดังกล่าวนี้อาจทำให้นายจ้างเกิดความกังวลใจเนื่องจากอาจกระทบการทำงานต่อเนื่องกัน อย่างไรก็ดี นายจ้างอาจกำหนดวิธีการใช้สิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีก็ได้ เช่น ห้ามลาติดต่อกันทั้งสัปดาห์เว้นแต่มีเหตุจำเป็น หรือขอความร่วมมือไม่ให้ลาในช่วงที่เป็น Peak season เป็นต้น

อย่างไรก็ดี หากนายจ้างไม่ได้กำหนดเรื่องวันหยุดพักผ่อนประจำปีไว้ ในกรณีที่เลิกจ้างลูกจ้างที่ทำงานไม่ครบหนึ่งปีเต็ม นายจ้างก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้าง เพราะสิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีของลูกจ้างดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้น และนายจ้างก็ไม่ได้กำหนดให้มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 30 วรรค 4 ให้สิทธิแก่นายจ้างฝ่ายเดียวที่กำหนดหรือตกลงกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนของระยะเวลาทำงานได้ แม้ว่าลูกจ้างทำงานยังไม่ครบหนึ่งปีก็ตาม ซึ่งสอดคล้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7480/2560 “พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง เป็นบทกำหนดระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ที่ทำให้ลูกจ้างเกิดสิทธิที่จะหยุดพักผ่อนประจำปีสำหรับการทำงานปีแรกได้เมื่อทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปี ในกรณีที่ลูกจ้างทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี ลูกจ้างจะเกิดสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนของระยะเวลาการทำงานได้เมื่อนายจ้างกำหนดหรือตกลงให้ตามมาตรา 30 วรรคสี่ แม้ข้อเท็จจริงในคดีนี้จะได้ความว่า จำเลยที่ 2 (นายจ้าง) เลิกจ้างโจทก์ (ลูกจ้าง)โดยโจทก์ไม่มีความผิด แต่เมื่อโจทก์ทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 ยังไม่ครบหนึ่งปีในปีแรกของการทำงาน ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ได้กำหนดหรือตกลงให้โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีโดยให้คำนวณตามส่วนของระยะเวลาการทำงาน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ยังไม่เกิดสิทธิที่จะหยุดพักผ่อนประจำปี โจทก์จึงไม่มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 30 ที่จะทำให้จำเลยที่ 2 (นายจ้าง) ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำที่โจทก์ (ลูกจ้าง) พึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 67

การกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีของแต่ละบริษัทอาจกำหนดความยืดหยุ่นที่แตกต่างกันออกไป บางบริษัทอาจกำหนดให้ใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปีได้ในปีแรกโดยไม่จำเป็นต้องทำงานให้ครบหนึ่งปีก่อนก็ได้ หรือนายจ้างอาจให้สะสมวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ไม่ได้ใช้และเลื่อนวันหยุดนั้นไปรวมเข้ากับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีถัดไปก็ได้ ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันไว้ในขณะทำสัญญาจ้างแรงงาน หรือนายจ้างอาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน

 

วันหยุด นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างหรือไม่?

แม้ว่าค่าจ้างคือค่าตอบแทนในการทำงาน ลูกจ้างต้องทำงานถึงจะได้รับค่าจ้าง แต่กฎหมายก็กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดทั้งสามประเภทให้แก่ลูกจ้างถึงแม้ว่าลูกจ้างไม่ได้ทำงานให้แก่นายจ้างก็ตาม ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา 56 ของพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ อย่างไรก็ดี การกำหนดเช่นว่านี้ก็ทำให้นายจ้างสะดวกในการคำนวณอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในการจ่ายค่าล่วงเวลา โดยการนำค่าจ้างรายเดือนหารด้วย 30 วันทำงานซึ่งนับรวมวันหยุดทั้งสามประเภทด้วยตามมาตรา 69 แล้วจึงนำไปคูณกับชั่วโมงทำงานล่วงเวลา

 

ถ้านายจ้างไม่กำหนดวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง นายจ้างมีความผิดอย่างไร?

นายจ้างพีงระวังว่า หากนายจ้างไม่กำหนดวันหยุดประจำสัปดาห์ หรือวันหยุดตามประเพณี หรือวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามที่สิทธิที่ลูกจ้างพึงได้รับให้แก่ลูกจ้างทราบ นายจ้างอาจต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ตามมาตรา 146 ของพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ และหากนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดโดยไม่ใช่งานที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง นายจ้างอาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 144 ของพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ นอกจากนี้ หากลูกจ้างต้องทำงานในวันหยุดเหล่านั้น นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด(หากมี)ให้แก่ลูกจ้าง เสมือนว่านายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา 64 ของพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ

 

ถ้าลูกจ้างไม่ใช้สิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปี นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างหรือไม่?

กรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ใช้สิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปี นายจ้างอาจเป็นผู้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างก็ได้ตามมาตรา 30 ของพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ  แต่ถ้านายจ้างไม่ได้กำหนดวันให้ลูกจ้างหยุดพักผ่อนประจำปี และลูกจ้างก็ไม่ใช้สิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีเอง กฎหมายกำหนดให้ถือเสมือนว่า นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุุดตามมาตรา 64 ของพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ซึ่งนายจ้างจะต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 62 ของพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ กล่าวคือ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนที่ไม่น้อยกว่า 1 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนที่ทำ (กรณีลูกจ้างพนักงานทั่วไป) หรือ 1 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้ (กรณีลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงาน)

 

ถ้านายจ้างสั่งให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด นายจ้างสั่งลูกจ้างได้หรือไม่?

โดยหลักแล้ว นายจ้างจะสั่งให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดไม่ได้ เว้นแต่นายจ้างจะได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นครั้งคราวไปตามมาตรา 25 ของพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นงานดังต่อไปนี้ นายจ้างอาจสั่งให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน

  1. งานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน  เช่น งานสายพานการผลิต เป็นต้น
  2. งานกิจการโรงแรม สถานมหรสพ งานขนส่ง ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานพยาบาล หรือกิจการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ถ้านายจ้างสั่งให้ลูกจ้างทำงานลักษณะข้างต้นในวันหยุด แต่ลูกจ้างไม่มาทำงานตามที่นายจ้างสั่ง นายจ้างอาจลงโทษลูกจ้างดังกล่าว แต่หากลูกจ้างได้ทำงานในวันหยุดข้างต้น นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นสำหรับการทำงานในวันหยุดเช่นว่านั้นให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา 64 ประกอบมาตรา 62 ของพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ในอัตราเหมือนที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

 

วันหยุด และ วันลา ต่างกันอย่างไร

วันหยุด เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่ต้องกำหนดให้ลูกจ้างหยุดงาน หรือนายจ้างและลูกจ้างได้ตกลงกัน โดยจำนวนวันหยุดต้องไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ วันหยุดประจำสัปดาห์ ​วันหยุดตามประเพณี วันหยุดประจำปี

วันลา เป็นสิทธิของลูกจ้างซึ่งลูกจ้างอาจจะใช้สิทธิของตนหรือไม่ก็ได้ เช่น วันลาป่วย วันลาเพื่อทำหมัน วันลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น วันลาเพื่อคลอดบุตร วันลาเพื่อฝึกอบรม วันลาเพื่อรับราชการทหาร เป็นต้น

ความหมายและสิทธิในวันลาแต่ละประเภทนั้นเราจะได้กล่าวในบทความคราวต่อๆไป โปรดติดตามบทความด้วยนะคะ

____________________________________

1มติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2563

2ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดวันหยุดราชการประจำปี ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

 

Sunida Mahapiroon

Surinthorn Pamornchokprasop