NEWS

เจาะลึกกฎหมาย / การจัดการแรงงาน / การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติกฎหมายคุ้มครองแรงงานในปี 2562(2)

บทความฉบับนี้ ต่อเนื่องจากตอนที่แล้วที่ได้อธิบายการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตอนที่ 1 ไว้ (ตามอ่านได้ที่ https://gvathai.com/archives/655) ในบทความตอนนี้ เราขอหยิบยกประเด็นที่สำคัญตามกฎหมายที่ได้มีการแก้ไขใหม่ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับบริษัทได้ โดยกฎหมายดังกล่าวได้มีการปรับเปลี่ยนขั้นตอน หรือกำหนดวิธีการต่างๆเพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้าง ดังนั้น นายจ้างจึงควรให้ความสนใจกับประเด็นที่อาจเกิดขึ้นดังต่อไปนี้

 

1.การเปลี่ยนตัวนายจ้าง (มาตรา 13)

เดิม : พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 =>

“มาตรา 13 ในกรณีที่กิจการใดมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างเนื่องจากการโอน รับมรดกหรือด้วยประการอื่นใด หรือในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล และมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด สิทธิต่างๆที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมเช่นใดให้ลูกจ้างมีสิทธิเช่นว่านั้นต่อไป และให้นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ”

ใหม่ : พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่  7) พ.ศ.2562 =>

“มาตรา 13 ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง หรือในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล และมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด หากมีผลทำให้ลูกจ้างคนหนึ่งคนใดไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างคนนั้นด้วย และให้สิทธิต่างๆที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมคงมีสิทธิต่อไป โดยนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ”

เหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติม : การเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง เช่น การขายกิจการ การควบรวมกิจการ การโอนกิจการ เป็นต้น การย้ายไปทำงานกับนายจ้างใหม่อาจเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ด้อยลงซึ่งกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของลูกจ้าง  เช่น การลดสวัสดิการ การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งงาน เป็นต้น ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเสียก่อนสอดคล้องกับมาตรา 577 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการเปลี่ยนนายจ้างตามมาตรา 13 นี้ นายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของลูกจ้างที่มีอยู่ต่อนายจ้างเดิมด้วย ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกลิดรอนสิทธิประโยชน์เดิมที่ลูกจ้างมีอยู่กับนายจ้างเดิม

สรุป : นายจ้างต้องขอความสมัครใจ หรือความยินยอมจากลูกจ้างในการย้ายไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนใหม่ หากลูกจ้างไม่ยินยอมด้วยและนายจ้างเดิมไม่ให้ทำงานและไม่จ่ายค่าจ้าง จะเป็นการเลิกจ้าง

2. ค่าจ้างแทนการบอกล่าวล่วงหน้า (มาตรา 17/1)

ใหม่ : พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่  7) พ.ศ.2562 =>

“มาตรา 17/1 ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบตามมาตรา 17 วรรคสอง ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรจะได้รับนับแต่วันที่ให้ลูกจ้างออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้างมีผลตามมาตรา 17 วรรคสอง โดยให้จ่ายในวันที่ให้ลูกจ้างออกจากงาน”

เหตุผลในการเพิ่มเติม : เดิมมาตรา 17 ไม่ได้กำหนดให้ชัดเจนถึงกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าหรือบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ถูกต้องและกำหนดเวลาจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ลูกจ้างจึงต้องทวงถามจากนายจ้างก่อน ดังนั้น มาตรา 17/1 จึงกำหนดให้ชัดเจนถึงกำหนดจำนวนเงินที่ลูกจ้างจะต้องได้รับและกำหนดเวลาจ่ายเงินให้นายจ้างจ่ายทันทีในวันบอกเลิกสัญญาจ้าง มิฉะนั้น นายจ้างจะตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องเสียดอกเบี้ยผิดนัดให้แก่ลูกจ้าง

สรุป : นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างและให้ลูกจ้างออกทันที นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าจ้างที่ลูกจ้างควรจะได้รับนับแต่วันที่ให้ลูกจ้างออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้างมีผลและนายจ้างต้องจ่ายในวันบอกเลิกสัญญาจ้าง

3. กำหนดเวลาจ่ายเงินกรณีนายจ้างหยุดกิจการชั่วคราว (มาตรา 75 วรรคหนึ่ง)

เดิม : พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 =>

“มาตรา 75 วรรคหนึ่ง ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างจนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัยต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน”

ใหม่ : พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่  7) พ.ศ.2562 =>

“มาตรา 75 วรรคหนึ่ง ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างจนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ณ สถานที่จ่ายเงินตามมาตรา 55 และภายในกำหนดเวลาการจ่ายเงินตามมาตรา 70 (1)

เหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติม : เพิ่มเติมบทบัญญัติให้ครอบคลุมถึงสถานที่จ่ายเงินและกำหนดระยะเวลาจ่ายเงิน ซึ่งตามมาตรา 75 นี้ต้องเป็นกรณีที่นายจ้างจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราวโดยไม่ใช่เหตุสุดวิสัย เช่น นายจ้างสั่งหยุดงานเองชั่วคราว เป็นต้น นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานเดิมก่อนหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่หยุดกิจการชั่วคราว ณ สถานที่จ่ายเงินตามมาตรา 55 กล่าวคือ ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง หรือสถานที่อื่นหรือด้วยวิธีอื่นที่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง และภายในกำหนดเวลาการจ่ายเงินตามมาตรา 70(1) กล่าวคือ ให้จ่ายเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง หรือตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันเป็นอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง

สรุป : กรณีหยุดกิจการชั่วคราวโดยไม่ใช่เหตุสุดวิสัย นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างร้อยละ 75 ของค่าจ้างเดิมในวันครบกำหนดการจ่ายเงิน ณ สถานที่จ่ายเงิน เหมือนเช่นที่นายจ้างจ่ายเงินเดือนปกติให้แก่ลูกจ้าง หรือวันที่ สถานที่และวิธีการที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน

4. การย้ายสถานประกอบกิจการ (แก้ไขมาตรา 120 และเพิ่มมาตรา 120/1 และมาตรา 120/2)

เดิม : พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 =>

“มาตรา 120  ในกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ  ในการนี้ ถ้าลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วยให้ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายจ้างหรือวันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ แล้วแต่กรณี โดยลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 118

ในกรณีที่นายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าตามวรรคหนึ่ง ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษ หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ลูกจ้างบอกเลิกสัญญา

ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยพิเศษ หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามวรรคสาม ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนดการจ่ายค่าชดเชยพิเศษ หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

ให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาและมีคำสั่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้อง

เมื่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาแล้ว ปรากฏว่า ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษหรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานมีคำสั่งเป็นหนังสือให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษ หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แล้วแต่กรณี ให้แก่ลูกจ้าง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบ หรือถือว่าทราบคำสั่ง

ในกรณีที่คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานแล้วปรากฏว่า ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษหรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แล้วแต่กรณี ให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานมีคำสั่งเป็นหนังสือและแจ้งให้นายจ้างและลูกจ้างทราบ

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานให้เป็นที่สุด เว้นแต่นายจ้างหรือลูกจ้างจะอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่ง ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางหลักประกันต่อศาลตามจำนวนที่ต้องจ่ายตามคำสั่งนั้น  จึงจะฟ้องคดีได้”

 

ใหม่ : พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่  7) พ.ศ.2562 =>

“มาตรา 120 นายจ้างซึ่งประสงค์จะย้ายสถานประกอบกิจการแห่งหนึ่งแห่งใดไปตั้ง ณ สถานที่ใหม่หรือย้ายไปยังสถานที่อื่นของนายจ้าง ให้นายจ้างปิดประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า ดยปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ สถานประกอบกิจการนั้นตั้งอยู่ที่ลูกจ้างสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ และประกาศนั้นอย่างน้อยต้องมีข้อความชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้ว่าลูกจ้างคนใดจะต้องถูกย้ายไปสถานที่ใดและเมื่อใด

ในกรณีที่นายจ้างไม่ปิดประกาศให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าตามวรรคหนึ่ง ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างที่ไม่ประสงค์จะไปทำงาน ณ สถานประกอบกิจการแห่งใหม่เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน  หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

หากลูกจ้างคนใดเห็นว่าการย้ายสถานประกอบกิจการดังกล่าวมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัวของลูกจ้างคนนั้น และไม่ประสงค์จะไปทำงาน ณ สถานประกอบกิจการแห่งใหม่ ต้องแจ้งให้นายจ้างทราบเป็นหนังสือภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ปิดประกาศ หรือนับแต่วันที่ย้ายสถานประกอบกิจการในกรณีที่นายจ้างมิได้ปิดประกาศตามวรรคหนึ่ง และให้ถือว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงในวันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ โดยลูกจ้างมีสิทธิไดรับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 118

ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามวรรคสองหรือค่าชดเชยพิเศษตามวรรคสามให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่สัญญาจ้างสิ้นสุ

ในกรณีที่นายจ้างไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของลูกจ้างตามวรรคสาม ให้นายจ้างยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือ

“มาตรา 120/1 เมื่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาคำร้องตามมาตรา 120 วรรคห้าแล้ว เห็นว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าชดเชยพิเศษให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าชดเชยพิเศษ แล้วแต่กรณี ให้แก่ลูกจ้างภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นายจ้างทราบคำสั่ง

ในกรณีที่คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาแล้ว เห็นว่าลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าชดเชยพิเศษ แล้วแต่กรณี ให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานแจ้งคำสั่งให้นายจ้างและลูกจ้างทราบ
ในการพิจารณาและมีคำสั่งของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้อง และแจ้งคำสั่งให้นายจ้างและลูกจ้างทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีคำสั่ง

คำสั่งของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานให้เป็นที่สุด เว้นแต่นายจ้างหรือลูกจ้างจะอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่ง ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางหลักประกันต่อศาลตามจำนวนที่ต้องจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้

การส่งคำสั่งของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานให้นำมาตรา 143 มาใชับังคับโดยอนุโลม”                    

“มาตรา 120/2 ในกรณีที่นายจ้างได้อุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานต่อศาลภายในระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา 120/1 วรรคสี่ และได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแล้ว การดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้างให้เป็นอันระงับไป”

เหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติม : ขยายความของคำว่า “การย้ายสถานประกอบกิจการ” อีกทั้งยังกำหนดวิธีการย้ายสถานประกอบการ และปรับเปลี่ยนหน้าที่การยื่นคำร้องกรณีนายจ้างไม่ประสงค์จะจ่ายค่าชดเชยพิเศษ โดยกำหนดให้เป็นหน้าที่ของนายจ้าง และกำหนดวิธีการออกคำสั่งของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นโดยแก้ไขมาตรา 120 และเพิ่มเติมมาตรา 120/1 และ 120/2

สรุป : การย้ายสถานประกอบการใหม่ นายจ้างมีหน้าที่ต้องปิดประกาศในที่ที่ลูกจ้างเห็นได้โดยชัดและต้องมีข้อความชัดเจนที่ระบุสถานที่แห่งใหม่ วันที่ย้ายและรายชื่อพนักงานที่ถูกย้าย แต่หากการย้ายกระทบต่อลูกจ้างหรือครอบครัวลูกจ้าง ลูกจ้างต้องส่งหนังสือให้นายจ้างทราบว่าไม่ประสงค์ย้ายไปสถานประกอบการใหม่ และถือว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลง นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษให้แก่ลูกจ้าง และถ้านายจ้างไม่ปิดประกาศการย้ายล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วันและลูกจ้างไม่ประสงค์ย้ายไปสถานประกอบการใหม่ด้วย นายจ้างต้องจ่ายทั้งค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง อย่างไรก็ดี หากนายจ้างไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของลูกจ้างเกี่ยวกับผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัวของลูกจ้าง นายจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือชี้แจงเหตุผลจากลูกจ้าง เพื่อพิจารณาการไม่จ่ายค่าชดเชยพิเศษให้แก่ลูกจ้างได้

 

ทั้งนี้ การย้ายสถานประกอบการ เป็นเรื่องที่สำคัญที่นายจ้างต้องให้ความใส่ใจ เพราะอาจกระทบต่อลูกจ้าง หรือครอบครัวลูกจ้าง เช่น ลูกจ้างต้องใช้เวลาเดินทางนานขึ้น หรือเสียค่าเดินทางมากขึ้น เป็นต้น บทความตอนต่อไปจะกล่าวถึงการย้ายสถานประกอบการให้ท่านทราบ โปรดติดตามด้วยนะคะ

 

หากท่านมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน ท่านสามารถติดต่อเราได้ที่ Facebook Page: GVA Law Office – Thailand หรือโทร 02-116-9269

 

Sunida Mahapiroon

Surinthorn Pamornchokprasop